ESG Highlight

“บ้านมดตะนอย” การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ด้วยหัวใจ จนเป็นความผูกพันที่สวยงามระหว่างวิถีชีวิตชุมชนชายและท้องทะเล


              

                 เสียงคลื่นจากท้องทะเลกระทบชายฝั่งเคล้าคลอกับเสียงแห่งชีวิตจากคนในชุมชนที่ต่างปูเสื่อเพื่อใช้เวลาว่างยามบ่ายหลังจากการออกทะเลเป็นภาพที่เหล่าคนในชุมชนบ้านมดตะนอยคุ้นชิน เช่นเดียวกับภาพที่เยาวชนในพื้นที่ได้ออกมาเก็บขยะตามชายฝั่ง ขณะที่เหล่าผู้ใหญ่ในหมู่บ้านต่างแลกเปลี่ยนอาหารจากท้องทะเลที่หามาได้ในแต่ละวันให้กันและกัน นี่คือความสวยงามเฉพาะถิ่นที่เราพบเจอได้ตามชุมชนชายฝั่ง ที่วิถีชีวิตต่างมีความผูกพันกับท้องทะเล 

                 ในบางวัน เราจะเห็นคนมากหน้าหลายตาได้แวะเวียนมาในชุมชน เพื่อทำการเรียนรู้ความสำเร็จของการรักษาทรัพยากรของคนในพื้นที่ และการจัดการขยะจนกลายเป็นหมู่บ้านปลอดขยะ ที่มีวิทยากรคนสำคัญคือเหล่าเยาวชนที่ต่างอธิบายให้กับผู้ที่สนใจอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่สะท้อนผ่านดวงตาแห่งความรัก ในฐานะของคนรุ่นหลังบนแผ่นดินที่ได้รับลมหายใจจากบรรพบุรุษ และผ่านเสียงแห่งความตั้งใจในฐานะของคนรุ่นปัจจุบันที่อยากส่งต่อความงดงามของธรรมชาติให้กับคนรุ่นต่อไปจากพวกเขา 

                 อะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้คนในชุมชนบ้านมดตะนอยมุ่งหน้าลงแรง ลงมือ และลงใจ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมกันทุกวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

                 คำตอบคือพวกเขารักบ้านของเขา.. นั่นคือท้องทะเล

และท้องทะเลไม่ได้เป็นเพียงแค่บ้านของพวกเขาเพียงชุมชนเดียวเท่านั้น แต่มันคือชีวิตทั้งชีวิตของคนในชุมชน -- ที่เราหมายถึงชุมชน “โลก” ในฐานะที่เราทุกคนต่างเป็นประชากรโลก
 

                         เพราะโลกนั้นไร้พรมแดน สิ่งแวดล้อมที่ดีคือสิ่งที่ไม่มีใครบนโลกสามารถสูญเสียไปได้อีกแล้ว การรักษาทรัพยากรในพื้นที่หนึ่ง จึงเปรียบเสมือนการวางรากฐานเพื่อส่งต่อโลกใบนี้ ให้กับคนรุ่นหลังได้อาศัยอยู่ในโลกได้อย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษของเหล่าชุมชนชายฝั่ง ได้ส่งต่อภูมิปัญญาในการทำประมงและอนุรักษ์ทรัพยากรที่เป็นดังบ้านให้กับลูกหลานของพวกเขามาจวบจนทุกวันนี้

                      คนในอดีต คนในปัจจุบัน และคนในอนาคตของชุมชนบ้านมดตะนอยเองก็เช่นกัน

                          ในภาคใต้ของประเทศไทย ท้องทะเลเปรียบดังแหล่งอาหารและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การทำประมงพื้นบ้านจึงเป็นหนึ่งในอาชีพหลักที่พี่น้องในพื้นที่ต่างประกอบอาชีพกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ส่งต่อลมหายใจและความผูกพันกันมาตั้งแต่ช้านาน ร้อยเรียงและสรรค์สร้างภูมิปัญญาที่งดงามในหลากหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการฟังเสียงปลา การแปรรูปอาหารทะเล รวมถึงการสร้างบ้านปลาหรือปะการังเทียม เพื่อทดแทนทรัพยากรปลาที่สร้างชีวิต รวมถึงการอนุรักษ์ป่าชายเลนที่เป็นเหมือนแหล่งอนุบาลของสัตว์ทะเลตัวน้อย

                           เพราะทั้งมนุษย์ โดยเฉพาะเหล่าประชาชนที่อาศัยอยู่กับธรรมชาติ ผู้เป็นดังด่านหน้าของการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน และทรัพยากรธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน การผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับภูมิปัญญา จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถธำรงไว้ซึ่งทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ รวมถึงปกป้องวิถีพื้นบ้านอันล้ำค่า และชีวิตอันงดงามที่สานต่อลมหายใจของบรรพบุรุษจากคนในพื้นที่ 
                           เอสซีจี ในฐานะของพลเมืองโลก  จึงร่วมมือกับชุมชนบ้านมดตะนอย จับมือกันหลอมรวมนวัตกรรมเข้ากับภูมิปัญญา เพื่ออนุรักษ์ผืนทะเลด้วยหัวใจ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำบรรษัทพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ 

 

สร้างเพื่อสานต่อ สู่จุดหมายเพื่อท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์ 

ที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง เป็นหนึ่งในเกาะที่พบสัตว์ทะเลหายากในท้องทะเลอันดามัน รวมไปถึง “พะยูน” ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในสัตว์คุ้มครอง

                    ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ที่ส่งผลต่ออุณหภูมิของท้องทะเล นำมาซึ่งการขาดแคลนอาหารอย่างหญ้าทะเล นอกจากนี้ สัตว์น้ำในพื้นที่ยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่เกิดจากการจัดการขยะบนบก ที่ส่งต่อมาถึงปลายน้ำอย่าง “ทะเล” ที่ทำให้หลายชีวิตของสัตว์ทะเลต้องสูญไปจากความเข้าใจผิดว่าขยะคืออาหาร โดยเฉพาะโฟมและขยะพลาสติก 
                    ชุมชนบ้านมดตะนอย จึงได้ลุกขึ้นมารักษาทรัพยากรธรรมชาติใน “บ้าน” ของตัวเอง ทั้งบนผืนดินและใต้ผืนน้ำอย่างครบวงจร ด้วยการร่วมมือกับเอสซีจีเพื่อออกแบบการอนุรักษ์เพื่อรักษาทรัพยากรอย่างยั่งยืน 
                    “ความยั่งยืน” คือหมุดหมายสำคัญของเอสซีจี ทำให้แผนการอนุรักษ์ในพื้นที่เกิดจากการร่วมมือกันกับทุกภาคส่วน ทั้งสถาบันการศึกษา ภาครัฐ และชุมชนในพื้นที่ เพื่อทำการจัดการขยะอย่างมีส่วนร่วม เพื่อชะลอการปนเปื้อนของขยะในท้องทะเล ส่งผลให้ชุมชนบ้านมดตะนอยมีการบริหารจัดการขยะอย่างจริงจังและต่อเนื่องโดยมีกลุ่มเยาวชนเข้ามาร่วมกับคณะกรรมการชุมชนขับเคลื่อนการจัดการขยะอย่างบูรณาการ จนทำให้ได้รับการรับรองจากกรมอนามัยให้เป็นหมู่บ้านปลอดโฟม ประจำปี 2559 และเป็นชุมชนต้นแบบให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้เรื่องการจัดการขยะชุมชน จากความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจ 
                   เราพบว่าชุมชนบ้านมดตะนอยสามารถลดขยะโฟมให้เป็นศูนย์ อีกทั้งยังลดขยะทั่วไปได้ 53% ลดขยะอินทรีย์ได้ 82% ลดขยะรีไซเคิลได้ 54% ลดขยะอันตรายได้ 34% และลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งได้ประมาณ 30% โดยชุมชนได้ตั้งเป้าว่า ภายในปี 2565 บ้านมดตะนอยจะเป็นชุมชนปลอดขยะ 100%

                   หมุดหมายสำคัญที่ต้องทำกันไปอย่างควบคู่กับการอนุรักษ์บนบก คือการร่วมแรงร่วมใจอนุรักษ์ท้องทะเลจากในผืนน้ำ 
เอสซีจีจึงได้ร่วมมือกับชุมชนในการการเพาะพันธุ์ป่าชายเลนและหญ้าทะเล เพื่อทดแทนแหล่งอาหารที่สูญเสียไป ให้สัตว์ทะเลได้มีลมหายใจอย่างยั่งยืน 
                  นอกจากนี้ หญ้าทะเลและป่าโกงกางยังเป็นระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญ และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง สามารถช่วยลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการกักเก็บคาร์บอนในราก ใบ และลำต้น รวมถึงการดักจับตะกอนดินที่ไหลมาจากระบบนิเวศอื่นๆ ซึ่งทำให้สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าระบบนิเวศป่าบก 
ความสำเร็จและความพยายามที่เกิดขึ้น จึงนับเป็นการดูแลรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพทะเลอย่างครบวงจร เพื่อคืนชีวิตให้กับท้องทะเลอีกครั้ง 

แก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ
แน่นอนว่าการอนุรักษ์ ย่อมไม่ใช่การมองเห็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน คือการให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ “วิถีชุมชน” จึงเป็นกำลังสำคัญ ที่จะทำให้งานอนุรักษ์สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี 


 

เพราะอาชีพหลักของคนชายฝั่ง คือการทำประมง แต่ท้องทะเลย่อมมาคู่กับมรสุม สะท้อนผ่านคำกล่าวว่าทะเลอันดามันคือทะเลที่มีลมสิบสองทิศจากเกาะต่าง ๆ ส่วนอ่าวไทยเป็นท้องทะเลกับลมแปดทิศ เมื่อถึงช่วงมรสุม กระแสลมในท้องทะเลได้โหมกระหน่ำ ส่งผลให้การออกเรือเป็นไปด้วยความอันตราย 
และไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าปากท้องยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่คนในพื้นที่ต่างต้องหล่อเลี้ยงทั้งชีวิตและครอบครัว การสร้างบ้านปลาจึงเป็นอีกหนึ่งทางออกที่จะทำให้ชุมชนไม่ต้องเสี่ยงชีวิตด้วยการนำเรือเล็กออกสู่ทะเลใหญ่ 

                  แม้การสร้างบ้านปลาจะเป็นหนึ่งในวิถีพื้นบ้านที่ประชาชนได้ทำมาอย่างช้านาน แต่เอสซีจีได้ทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่และหน่วยงานต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อออกแบบบ้านปลาให้ตรงกับความต้องการของชุมชนให้มากที่สุด พร้อมขยายผลความสำเร็จของการสร้างบ้านปลาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ด้วยการพัฒนารูปแบบอื่น ๆ ให้หลากหลายมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี 3D Printing การผสานนวัตกรรมอย่าง “ปูนทนน้ำทะเล” จึงกลายมาเป็นตัวช่วยสำคัญที่เพิ่มประสิทธิภาพของการสร้างบ้านปลา ทำให้บ้านปลาจากนวัตกรรมดังกล่าวมีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการใช้ปูนซีเมนต์ทั่วไป และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานจากการทนการกัดกร่อนจากสารคลอไรด์และซัลเฟตได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน นอกจากนี้ยังได้รับการรับรองว่าไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามผลวิจัยโดยภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
                  เอสซีจีจึงได้วางบ้านปลาในพื้นที่ภาคใต้กว่า 1,060   ตัว เพื่อให้เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ คืนความสมดุลสู่ระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการดำรงชีวิตของชาวประมง ที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคมให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน โดยมีกำลังสำคัญคือชุมชนบ้านมดตะนอยที่เป็นหมู่บ้านต้นแบบ และขยายต่อไปยังชุมชนอื่น
                  โดยนอกจากบ้านปลาจะช่วยเพิ่มทรัพยากรปลาและสัตว์ทะเลกว่า 59 ชนิดจากโครงการการศึกษาสังคมปลาบริเวณบ้านปลา โดย สถานวิจัยความเป็นความหลากหลายทางชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในพื้นที่บริเวณคลองลัดเจ้าไหม เพื่อให้สามารถทำประมงได้แม้ในช่วงมรสุมโดยไม่ต้องนำเรือออกไปในทะเลใหญ่ ส่งผลให้เกิดความปลอดภัย และสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืนให้กับคนในชุมชนแล้ว การสานต่อความสำเร็จจากการเรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ด้วยความเข้าใจ ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกจุดในอีกหลายพื้นที่อีกด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการปลูกปะการังเทียมและป่าโกงกางเพื่อชะลอการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ที่มีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรง อย่างชุมชนแหลมตะลุมพุก หรือการเพิ่มกำลังการปลูกหญ้าทะเลในพื้นที่ที่พบพะยูนเป็นจำนวนมากอย่างชุมชนเกาะลิบง 
                 เพราะปัญหาภาวะโลกร้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นปัญหาที่ทุกสรรพชีวิตบนโลกต่างต้องเผชิญ หากอุณหภูมิบนโลกเพิ่มขี้นอีกหนึ่งองศา หรือหากท้องทะเลใดต้องได้รับการปนเปื้อนจากขยะและสารเคมี เพราะการสูญเสียไปนั้นหมายถึงว่า “เราจะไม่มีทางหันหลังกลับไปสู่โลกที่สวยงามอีกต่อไปแล้ว” และนำมาสู่ปัญหาอีกมากมายที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราทุกคนต่างเคยจินตนาการถึง

  •     การเสื่อมโทรมของทรัพยากร ส่งผลให้ประชาชนในบางพื้นที่ถูกผลักดันให้กลายเป็นผู้พลัดถิ่นจากการขาดอาหาร 
  •     การที่ขยะจากชายฝั่งเล็ดรอดออกไปยังท้องทะเล ส่งผลให้ท้องทะเลต้องเจอความเสี่ยงกับการถูกเจือปนจากสารเคมี
  •     การสูญเสียไปของสัตว์น้ำแม้แต่ชนิดเดียว ส่งผลให้ห่วงโซ่อาหารของท้องทะเลต้องแปรปรวนจนนำมาซึ่งการสูญเสียของสัตว์ทะเลอีกหลายสิบ หลายร้อย หรืออาจอีกหลายพันชนิดเป็นโดมิโน่ 
  •     การสูญเสียสัตว์ทะเล หมายความว่าระบบนิเวศของโลกนี้กำลังนับถอยหลังสู่การเสื่อมสลาย.. และเราจะไม่มีวันหันหลังกลับได้อีกแล้ว

                       เพราะเรารู้ดีว่า เราไม่อาจประวิงเวลาในการดูแลรักษาทรัพยากรโลกได้อีกแล้ว เอสซีจี จึงได้ปฏิบัติตามแนวคิด ESG 4++ มุ่ง Net Zero โดยการสร้างผืนป่าโกงกางและปลูกหญ้าทะเลให้ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ Go Green โดยบ้านปลาได้สร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้เพิ่มขึ้นในบริเวณคลองลัดเจ้าไหม และเป็นชุมชนต้นแบบด้านการจัดการขยะ Lean  เหลื่อมล้ำ โดยสร้างอาชีพให้กับชุมชนบ้านมดตะนอยเพื่อสามารถทำการประมงขนาดเล็กในหน้ามรสุมได้ พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน ราชการ และสถาบันการศึกษา เพื่อให้สิ่งแวดล้อมได้กลับมาฟื้นฟูอย่างยั่งยืนอีกครั้ง

                      ในฐานะประชากรโลก และในฐานะประชาชนของประเทศไทยซึ่งได้ลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเมื่อ 70 ปีก่อน และในอนุสัญญาปารีสที่ให้ความสำคัญต่อการปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์ จึงได้มุ่งหน้าสานต่อปณิธานแห่งการพยายามยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนว่าประชาชนทุกคนต้องมีความกินดีอยู่ดี ตามที่ได้ลงนามไว้ และเพื่อธำรงไว้ซึ่งโลกที่สวยงามให้คนรุ่นหลังได้อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน

     เพราะเราเชื่อว่าพลังจากคนหนึ่งคนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่คิด
    นั่นทำให้เราเชื่อว่าการส่งต่อเมล็ดพันธุ์แห่งความตั้งใจไปยังคนรุ่นหลัง ผ่านการอนุรักษ์บนฐานสำคัญคือความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนของมนุษย์และธรรมชาติ คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้โลกอันยิ่งใหญ่ได้ฟื้นฟูตัวเอง 
    และเราเชื่อว่า พลังจากหนึ่งชุมชน ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือและการเสริมแกร่งด้วยนวัตกรรม จะสามารถส่งต่อและจุดประกายพลังแห่งความหวัง สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้เช่นเดียวกัน 


    จากประกายไฟแห่งการอนุรักษ์ด้วยหัวใจ.. ในวันที่เราเชื่อว่า “ยังไม่สายไป” 

แชร์เนื้อหานี้ :

ESG Highlightที่เกี่ยวข้อง

ดูESG Highlightทั้งหมด

ยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัว

นโยบายการใช้คุกกี้นี้ จะอธิบายถึงประเภท เหตุผล และลักษณะการใช้คุกกี้ รวมถึงวิธีการจัดการคุกกี้ ของเว็บไซต์ทั้งหมด โดยท่านสามารถดูรายการคุกกี้และตั้งค่าการยอมรับการใช้งาน ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ?